เงินบาทเปิดเช้านี้ที่ 32.86 บาท/ดอลลาร์ "แข็งค่าเล็กน้อย" ดอลลาร์อ่อนหนุน
เงินบาทเปิดที่ 32.86 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางแรงดึง 2 ทาง ทั้งดอลลาร์อ่อนค่าที่ช่วยหนุนเงินบาท และความร้อนแรงในตะวันออกกลางที่กดดันผ่านราคาพลังงาน
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 32.86 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.88 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways หลังจากทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในช่วงวันก่อนหน้า (แกว่งตัวในกรอบ 32.83-32.91 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันบ้าง
จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงขึ้น หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน
ทว่าเงินบาทยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ซึ่งได้อานิสงส์จากการแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย หลังผู้เล่นในตลาดยังคงทยอยปรับลดสถานะ Short JPY (มองเงินเยนอ่อนค่าลง) เพิ่มเติม ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่นทะลุโซนแนวรับสำคัญ จนนำไปสู่ การ Stop Loss/Cut Loss ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน นอกจากนี้ จังหวะอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ยังพอช่วยหนุนการทยอยปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) สู่โซน 4,420 ดอลลาร์ต่อออนซ์
แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปิดทำการเนื่องในวันหยุด Labor Day ทว่าความกังวลต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อภาพการ Unwind JPY-Carry Trade หลังเงินเยนญี่ปุ่นได้ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ได้กดดันบรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ บ้าง สะท้อนผ่านการปรับตัวลงของสัญญาฟิวเจอร์สตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ทั้งนี้ บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจพอได้แรงหนุนบ้าง จากรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่ยังคงออกมาสดใส ดีกว่าคาด
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวแถวโซน 4.79% ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย โดยผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ก่อนปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย Fed อย่างมีนัยสำคัญ เราคงมองว่าผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจากระดับบอนด์ยีลด์ระยะยาวปัจจุบัน สามารถรองรับความเสี่ยงในกรณีที่ Fed อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้จริงตามที่ตลาดกำลังคาดหวัง
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย หลังเงินเยนญี่ปุ่นยังคงแข็งค่าขึ้น เข้าใกล้โซน 153.50 เยนต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนบ้าง ท่ามกลาง สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูงและมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังมั่นใจเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ในปีนี้ ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 98.8 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.8-99.0 จุด)
ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ยังคงหนุนให้ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ปรับตัวขึ้นเหนือโซน 4,460 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
ทั้งนี้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงอยู่ และหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานจะยังคงเป็นปัจจัยกดดันเงินบาท และอาจช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้บ้าง โดยเราประเมินว่า หากเงินบาทมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง การอ่อนค่าของเงินบาทอาจติดแถวโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์)
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.75-32.95 บาท/ดอลลาร์
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 32.85 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 32.87 บาท/ดอลลาร์
เงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ตามทิศทางของเงินสกุลอื่นในภูมิภาค โดยเฉพาะเงินเยน ที่แข็งค่าขึ้นค่อนข้างเร็ว
เงินเยนแข็งค่าในรอบกว่าหกเดือนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น
ทั้งนี้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มเข้าสู่ช่วงงดเว้นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงิน (Blackout Period) ก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ในวันที่ 15-16 ก.ย.
ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 60.4% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในวันที่ 16 ก.ย. หลังการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่แข็งแกร่งในวันศุกร์ และให้น้ำหนักเพียง 39.6% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75%
สหรัฐจะเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ประจำเดือนส.ค. ในวันศุกร์นี้ โดยนักวิเคราะห์คาดว่า ดัชนี CPI ทั่วไป (Headline CPI) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.4% ในเดือนส.ค. หลังจากปรับตัวขึ้น 3.4% เช่นกันในเดือนก.ค.
สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 2,765.22 ล้านบาท และซื้อสุทธิพันธบัตรไทย 2,960 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 32.70 - 33.00 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 32.70/ขาย 33.00
- EUR/THB 38.00 - 38.50 แนะนำ ซื้อที่ 38.00 /ขาย 38.50
- JPY/THB 0.2100 - 0.2150 แนะนำ ซื้อที่ 0.2100 / ขาย 0.2150
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB